คำค้นหา : ประเภท :
 
สถิติ
เปิดเมื่อ7/08/2011
อัพเดท17/01/2018
ผู้เข้าชม1540676
แสดงหน้า2768332

ท่องเมืองมรดกโลก ห้วยขาแข้ง หุบป่าตาด และเขาปลาร้า

อ่าน 1108 | ตอบ 0






ปัดฝุ่นพาท่องเมืองมรดกโลก ห้วยขาแข้ง หุบป่าตาด
และเขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี

การเดินทาง

สถานที่แรกที่เราจะไปห้วยขาแข้ง

 

ระยะทางแค่ 276 กม. 

จากเมืองหลวงสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี ถือว่าไม่ไกล ขับรถเพียง 3-4 ชั่วโมงก็เข้าเขตป่าสัมผัสความยิ่งใหญ่ของผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ได้เลย
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก(UNESCO) เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยการผลักดันของหัวหน้าเขตฯสืบ นาคะเสถียร ก่อนจะเสียชีวิต  พื้นที่มรดกโลก 3.9 ล้านไร่นี้เรียกกันว่า “ผืนป่าตะวันตก”  ซึ่งยังเป็นธรรมชาติมาก ๆ 

 




 

วันที่ 1 กันยายน ของทุกปี วันสืบ นาคะเสถียร

          สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ไทย ผู้ที่รักป่าไม้และธรรมชาติด้วยกาย วาจา และใจ - สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัด อุทัยธานี แลกชีวิตของตนเองเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 เพื่อปลุกจิตสำนึกของคนในสังคมให้ตื่นขึ้น ให้รับทราบความเป็นไปของสถานการณ์ป่าไม้ และ สัตว์ป่าเมืองไทย คุณสืบ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นจริงจังใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายหลังการเสียชีวิตของคุณสืบ 18 วัน มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2533 วันเดียวกับการครบรอบ 94 ปีของกรมป่าไม้ หน่วยงานต้นสังกัดของนักอนุรักษ์นี้

          มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ กำหนดขอบข่ายและทิศทางการทำงานไว้ 5 ประการคือ

          1. การสนับสนุนการจัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนผืนป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ 
          2. การปรับปรุงสวัสดิการเพื่อการเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
          3. งานรณรงค์ป้องกันรักษาผืนป่าอนุรักษ์และทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้การรณรงค์แนวความคิด 'ไม่มีป่า ไม่มีน้ำ' 
          4. งานประชาสัมพันธ์และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายแนวร่วม และเผยแพร่งานอนุรักษ์ส่วนกว้าง 
          5. งานส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยสัตว์ป่า โดยจัดตั้งกองทุนสัตว์ป่าขึ้น

ประวัติสืบ นาคะเสถียร

          สืบ นาคะเสถียร หรือนามเดิมชื่อ 'สืบยศ' เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี บิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปราจีนบุรี  มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร สืบ นาคะเสถียรมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบ นาคะเสถียร เป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือคุณกอบกิจ นาคะเสถียรและคุณกัลยา รักษาสิริกุล  คุณสืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ  ครั้นเรียนจบชั้นประถม 4 ต้องจากครอบครัวไปเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเซนหลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

          พ.ศ.2511 เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบมีความตั้งใจในการศึกษาอย่างเต็มประสิทธิภาพและเข้าร่วมกิจกรรมนิสิต โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่างผู้ใกล้ชิดว่า สืบ นาคะเสถียร เป็นผู้มีใจรักศิลปะ และสูงส่งในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบในการดำเนินชีวิตในสมัยเรียนอย่างมีแบบแผน พ.ศ.2514 จบการศึกษาจาก คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมา พ.ศ.2516 สืบ นาคะเสถียรเข้าทำงานที่ส่วนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ 

          พ.ศ.2517 สืบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา  และในปีพ.ศ.2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และเริ่มชีวิตข้าราชการกรมป่าไม้

          เมื่อปี พ.ศ.2518 ใน กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาตัดสินเลือกกองนี้เพราะต้องการทำงาน เกี่ยวกับสัตว์ป่ามากกว่างานที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ ป่าไม้โดยตรง สืบ เริ่มงานครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี ได้ผลักดันให้สืบ ต้องเข้าไปทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย อย่างเลี่ยงไม่พ้น ที่นั่นเขาได้จับกุม ผู้บุกรุกทำลายป่าโดยไม่เกรงอิทธิพลใดๆ ผู้ต้องหาล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพนิ่มนวล และที่นี่ สืบเริ่มเรียนรู้ว่า การเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ซื่อสัตย์ นั้นเจ็บปวดเพียงไหน

          สืบทำงาน อยู่ 3-4 ปี ในปี พ.ศ.2522 สืบก็ได้รับทุนจาก British Council ไปเรียนระดับปริญญาโท สาขาอนุรักษ์วิทยาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากนั้น พ.ศ.2524 กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขต ห้ามล่าสัตว์ป่า บางพระ มีส่วนร่วมในการจัดการและประสานงาน รวมทั้งเป็นวิทยากร ฝึกอบรมพนักงาน พิทักษ์ป่าอีกหลายรุ่น จนกระทั่ง พ.ศ.2526 สืบได้ขอย้ายตัวเอง เข้ามาเป็นนักวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำหน้าที่วิจัยสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว “ผมหันมาสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะวิ่งไปจับคน เพราะรู้ว่าจับได้แต่คนตัวเล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ จับไม่ได้ก็เลย อึดอัดว่ากฎหมายบ้านเมืองนั้นมันใช้ไม่ได้กับทุกคน มันเหมือนกับว่าเราไม่ยุติธรรมเรารังแกชาวบ้าน
 
          ในระยะนี้ เป็นจังหวะที่สืบได้แสดงความเป็นนักวิชาการออกมาอย่างเต็มที่ งานวิจัยศึกษาสัตว์ป่าเป็นงานที่สืบ ทำได้ดีและมีความสุขในการทำงานวิชาการมาก สืบรักงานด้านนี้เป็นชีวิต จิตใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้ผูกพัน กับสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เขาเริ่มใช้เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง วีดีโอ กล้องถ่ายภาพนิ่งและการสเก็ตซ์ภาพ ในการบันทึกงานวิจัยทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลาย เป็นผลงานการวิจัยสัตว์ป่าชิ้นสำคัญของเมืองไทยในเวลาต่อมา

          และในเวลา ต่อมา พ.ศ.2529 สืบได้รับมอบหมาย ปฏิบัติงานในหน้าที่ หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้าง ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนรัชชประภา (เชี่ยวหลาน)  จังหวัด สุราษฏร์ธานี ให้เข้าไปช่วยเหลืออพยพสัตว์ป่าที่ตกค้าง ในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบได้ทุ่มเทเวลาให้กับการกู้ชีวิตสัตว์ป่าที่หนีภัยน้ำท่วม โดยไม่ได้นึกถึง ความปลอดภัยของตนเองเลย จากการทำงานชิ้นดังกล่าวสืบ นาคะเสถียรเริ่มเข้าใจ ปัญหาทั้งหมดอย่างถ่องแท้ เขาตระหนักว่าลำพังงาน วิชาการเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจหยุดยั้งกระแส การทำลาย ป่าและสัตว์ป่าอันเป็นปัญหา ระดับชาติได้ ดังนั้น เมื่อมีกรณี รัฐบาลจะสร้างเขื่อนน้ำโจน ในบริเวณทุ่งใหญ่ฯ สืบจึงโถมตัวเข้าคัดค้านเต็มที่

          พ.ศ.2531 สืบได้กลับเข้ามารับราชการที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และต่อมา พ.ศ.2532 สืบ นาคะเสถียร ได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

          สืบได้พยายามในการที่จะ เสนอให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งมีฐานะเป็นมรดกของโลก โดยได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการ จากองค์การ สหประชาชาติ สืบเล็งเห็นว่า ฐานะดังกล่าวจะเป็นหลักประกัน สำคัญที่คอยคุ้มครองป่าผืนนี้เอาไว้ อย่างถาวร ปลายปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุน ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ พร้อม ๆ กับได้รับมอบหมาย ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีความสำคัญมากไม่แพ้ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ในที่สุด สืบ ก็ตัดสินใจเดินทางเข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้จะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วย ความยากลำบากนานัปการ

          เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการสั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระ รับผิดชอบและทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัย สัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตาม วัตถุประสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อ ดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระ จนจิตใจสงบขณะที่ฟ้ามืดกำลัง เปิดม่านรับวันใหม่ เสียงปีนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ก็ปิดม่านชีวิตของเขาลง และเป็นบทเริ่มต้น ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกาย วาจา 

          หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังขึ้นไม่กี่สิบเมตรบรรดาเจ้าหน้าที่ ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ต่างกุลีกุจอมาประชุมกันที่ห้วยขาแข้ง อย่างแข็งขัน เพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุก ทำลายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เขามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้แล้วแต่หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้นการประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน




เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นับเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์กว่า 750 ชนิด รวมถึงสัตว์ป่าสงวนอย่างควายป่า สมเสร็จ เลียงผา เก้งหม้อ แมวลายหินอ่อน และสัตว์หายากอย่างเสือโคร่งและนกเงือก  ด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ระดับต้นๆ ของประเทศ




ลุยกันต่อ>>>>
   
       จากห้วยขาแข้งไม่ไกลหนักเราก็ได้ไปพบกับเมืองดึกดรรพ์บรรพ หุบป่าตาดเหมือนหลุดออกไปอีกยุคไดโนเสาร์ 

 
 อุทัยธานี จังหวัดนี้มี “หุบป่าตาด” แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีลักษณะ
เฉพาะตัวเป็นอันซีนไทยแลนด์อันสำคัญ 
       
       หุบป่าตาด ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.ทุ่งนางาม ในพื้นที่ดูแลของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน อ.ลานสัก เดิมทีไม่มีใครรู้ว่ามีป่าประหลาดแห่งนี้อยู่ในอุทัย แต่กับพวกพรานในพื้นที่ที่มาล่าสัตว์หลายคนเคยตามรอยเลียงผามาพบป่าแห่งนี้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสนใจเลียงผามากกว่า
       
       กระทั่งในปี พ.ศ. 2522 พระครูสันติธรรมโกศล(หลวงพ่อทองหยด) เจ้าอาวาสวัดเขาทอง มีเหตุบังเอิญต้องปีนลงไปในหุบเขานี้ที่ปิดล้อม(สมัยนั้นยังไม่มีการระเบิดภูเขาทำเป็นทางเดินเข้าไป) เมื่อลงไปแล้วถึงกับตะลึงในความแปลกพิศวงของป่าโบราณแห่งนี้ หลังจากค้นพบความงามที่ถูกซุกซ่อน ทางจังหวัดอุทัยก็ประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ และระเบิดเจาะอุโมงค์เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยอีกทางอย่างไรก็ดีด้วยความแปลกโดดเด่นทำให้ผืนป่าให้นี้ได้รับการยกย่องจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ให้เป็นอันซีนไทยแลนด์(2)ใน ปี 2547 
นั่นถือเป็นตัวผลักดันสำคัญให้หุบป่าตาดโด่งดังเพียงชั่วข้ามคืนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเด่นดังของจังหวัดอุทัยธานีขึ้นมาทันที
       
       สำหรับหุบป่าตาดมีลักษณะเป็นป่าดึกดำบรรพ์ที่อุดมไปด้วย “ต้นตาด” หรือ “ต้นต๋าว” (Arenga pinrata) พืชตระกูลปาล์ม มีใบเป็นแฉกแผ่กว้างสยาย ชอบขึ้นในพื้นที่ป่าดงดิบที่มีอากาศเย็นชื้นสภาพหนาทึบ
       
       อย่างไงก็ลองไปกันดูนะคับ

ข้อมูลเกี่ยวกับ…หุบป่าตาด จ.อุทัยธานี

การเดินทาง: จากตัวจังหวัดอุทัยธานี ใช้ทางหลวงหมายเลข 333 (อุทัยธานี-หนองฉาง) และเข้าทางหลวงหมายเลข 3438 (หนองฉาง-ลานสัก) ไปอีกประมาณ 90 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย หุบป่าตาดอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน

ค่าเข้าชมหุบป่าตาด ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีไกด์น้อยมาคอยพานำเที่ยวชมตามแต่นักท่องเที่ยวสมัครใจ
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน โทร. 0-5698-9128
 










>>>>>ต่อมา



เส้นทางเข้าสู่เขาปลาร้า

ถ้าเดินทางจากอำเภอหนองฉางไปตามเส้นทาง หนองฉาง-ลานสักประมาณ ๒๑.๕ กิโลเมตร จะเห็นเทือกเขาปลาร้า อยู่ทางด้านซ้ายมือ และจะมีทางแยกเข้าไปเป็นทางราดยาง อีก ประมาณ ๗ กิโลเมตร แล้วปีนเข้าขึ้นไปอีกประมาณ ๒ ชั่วโมงจะถึงยอดเขา



ประวัดิความเป็นมาของถ้ำเขาปลาร้า

เรื่องราวที่ปรากฏในศิลปะถ้ำเขาปลาร้า ประกอบกับโบราณวัตถุ เช่นอุปกรณ์การล่าสัตวจากหลักฐานเปรียบเทียบทางโบราณคดีใน แหล่งใกล้เคียงกันจึงสันนิษฐานว่า ศิลปะที่เขาปลาร้าน่าจะเป็นงาน ของกลุ่มชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๓๐๐-๕๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว


ลักษณะทั่วไป
เขาปลาร้า เป็นภูเขาหินปูนทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานีมีความยาวประมาณ ๘ กิโลเมตร กว้าง ๓.๕ กิโลเมตร ทิศเหนือ จดทางหลวงหมายเลข ๓๔๓๘และห้วยทับเสลาทิศใต้จดเขาทะลามะและห้วยขุนแก้ว ทิศตะวันออกจดบ้านสนามบินและเขาไกร ทิศตะวันตก จดเขาน้อย เขาห้วยโศกและลำห้วยโศก ยอดสูงสุดของเขาปลาร้าสูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๙๗ เมตร สำหรับบริเวณที่มีภาพเขียนสีที่เป็นหลักฐานแสดงถึงความเป็นมา แต่อดีตของจังหวัดอุทัยธานีนั้น อยู่บนชะโงกผา ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำประทุน บริเวณถ้ำนี้อยู่ด้านตะวันตก ค่อนลงไปทางใต้ของเขาปลาร้า ภาพเขียนสีจะอยู่ตามแท่นผาหิน ลักษณะเป็นวงโค้งรูปเกือกม้า แนวผนังของผาจึงมี ๒ ด้าน ด้านยาว อยู่ทางด้านตะวันออก และด้านใต้จะสั้น ตอนบนเป็นช่องโพรง สูง รูป
วงกลมตอนบนที่ชะโงกผายื่นออกมาคล้ายหลังคาคุ้มแดด คุ้มฝน ให้ภาพได้มากที่สุดภาพศิลปะเขาปลาร้านี้ปรากฏอยู่สูงกว่า
พื้นดินตั้งแต่ระดับ ๔ เมตร ถึงระดับ ๗ เมตร มีภาพเขียนสีบนผนังถ้ำตลอดแนวยาวประมาณ ๙ เมตร มีทั้งรูปคนและรูปสัตว์

หลักฐานที่พบ
๑. ภาพเขียนสีภาพทั้งหมดเขียนด้วยสีดำ สีแดง และสีแดง เข้ม มีการเขียน ซ้อนทับกันอยู่หลายภาพ พิจารณาจากลักษณะของ ภาพมีเทคนิคการลงภาพสี ต่าง ๆ กัน ได้แก่
๑. แบบเงาทึบ (Silhovette)
๒. แบบเงาทึบบางส่วน (Pantial silhouette)
๓. แบบโครงร่างภายนอก (Outline)
๔. แบบกิ่งไม้ (Stick Fiqure)
๕. แบบเส้นร่าง (Sketch)
ภาพที่ปรากฏตามผนัง มีกว่า ๔๐ รูปลักษณ์ แต่เขียน เสร็จค่อนข้างสมบูรณ์ มี ๓๐ รูปลักษณ์ ส่วนใหญ่เป็นรูปคนได้แก่ สุนัข ไก่ เต่า กบ กวาง วัว กระทิง ภาพต่าง ๆ เป็นภาพที่แสดง ลักษณะการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่อยู่ในท่ากระโดดโลดเต้นและร่ายรำรูปคนและสัตว์ เน้นถึงการตกแต่งร่างกาย รูปลักษณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพ เมื่อประกอบกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่แสดงไว้จะเป็นภาพสะท้อน ถึงภาพภาพพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เป็นสำคัญ เข้าใจว่ามีพิธีกรรม เพื่อการเกษตรกรรมเป็นหลักคล้าย ๆ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญของชุมชนเกษตรกรรม ในสมัยประวัติศาสตร์ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีการต่อสู้วัวกระทิงก็เน้นให้เห็นว่าชุมชนเจ้าของศิลปะถ้ำที่เขาปลาร้ายังคงมีการเข้าป่าล่า สัตว์อยู่ด้วย
๒. ขวานหิน
๓. ดินเผาของหม้อสามขา

ที่มาข้อมูล ศิลปากร, กรม.กองโบราณคดี ,ศิลปะถ้ำเขาปลาร้าอุทัยธานี กรุงเทพฯ, ๒๕๓๓

Booking.com
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :